วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

ข้อสอบบทที่3

ข้อที่ 1.  
ข้อใดหมายถึงพันธุวิศวกรรม

  ก.  การทำให้สิ่งมีชีวิตเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วในเวลาจำกัด
  ข. การสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ให้มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนเดิมทุกประการ
  ค. การสอดใส่ยีนที่ต้องการเข้าไปทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นมีลักษณะพันธุกรรมเปลี่ยนไป
  ง .ถูกทุกข้อ


ข้อที่ 2.
เอนไซม์ตัดจำเพาะมีหน้าที่อย่างไร
  ก. ตัดสาย DNA ตรงบริเวณที่มีลำดับเบสจำเพาะ
  ข. ตัดสาย DNA ตรงบริเวณที่มียีนและมีคู่เบสซ้ำๆ กัน
  ค. ตัดสาย DNA ของพลาสติดและตัดสาย RNA ของยูคาริโอต
  ง. ตัดสาย DNA ของยูคาริโอตและตัดสาย RNA ของโพรคาริโอต


ข้อที่ 3.
เอนไซม์ในข้อใดใช้ในการเชื่อมต่อ DNA ซึ่งมียีนที่ต้องการกับ DNA ของพลาสมิด
   ก.DNA ligase
   ข.DNA polymerase
   ค.DNA transcriptase
   ง.DNA recombinase


ข้อที่ 4.
รีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอคืออะไร
  ก. DNA ของสิ่งมีชีวิตพวกคาริโอต
  ข. DNA ของสิ่งมีชีวิตที่เพิ่มจำนวนโดยการโคลน
  ค. DNA ของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันที่เชื่อมกันโดยเทคนิคพันธุวิศวกรรม
  ง. DNA ของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่ทำให้เกิดมิวเทชันโดยเทคนิคพันธุวิศวกรรม


ข้อที่ 5.
สารในข้อใดที่มีการใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรมผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จแล้วในปัจจุบัน
   ก.ไคทิน
   ข.เพปซิน
   ค.ออกซิน
   ง.อินซูลิน


ข้อที่ 6.
การถ่ายฝากยีนโดยวิธีใดใช้กับเซลล์พืชที่มีผนังเซลล์โดยไม่ต้องทำเป็นโพรโทพลาสต์
   ก.ใช้เข็มฉีด
   ข.ใช้เครื่องยิง
   ค.ใช้กระแสไฟฟ้า
   ง.ถูกทุกข้อ


ข้อที่ 7.
พันธุวิศวกรรม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสารใดที่กระทำได้เป็นผลสำเร็จแล้ว
   ก.อินซูลิน , อินเตอร์ฟีรอน
   ข.เอนไซม์ในผงซักฟอก , ฮอร์โมนโกรท
   ค.วัคซีนแก้โรคตับอักเสบชนิดบี , วัคซีนโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์
   ง.ทั้ง ก , ข และ ค ถูกต้อง


ข้อที่ 8.
ข้อใดไม่ถูกต้องตามความหมาย "โคลนนิง"
   ก.โคลนนิงใช้ได้เฉพาะกับสัตว์ชั้นสูงเท่านั้น
   ข.โคลนนิงเป็นการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ
   ค.โคลนนิงเป็นการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
   ง.โคลนนิงกับพันธุวิศวกรรมมีความหมายเดียวกัน


ข้อที่ 9.
ผลที่ได้จากพันธุวิศวกรรม ปัจจุบันได้นำมาใช้โดยมีผลสำเร็จมากที่สุดในเรื่องใด
   ก.พลังงานทดแทน
   ข.อุตสาหกรรมยา
   ค.การปรับปรุงพันธุ์พืช
   ง.การปรับปรุงพันธุ์สัตว์


ข้อที่ 10.
ข้อใดเป็นตัวอย่างของพืชตัดแต่งพันธุกรรม เพื่อเพิ่มเติมผลผลิตทางการเกษตร
   ก.พันธุ์กล้วยที่สุกช้าลง
   ข.ข้าวที่มีวิตามินเอ เพิ่มขึ้น
   ค.พันธุ์พืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น
   ง.พืชที่มีโปรตีนสูงขึ้น เช่น ข้าวโพดที่มีไลซีนปริมาณสูง



ข้อที่ 11
พันธุกรรม(Heredity) หมายถึงข้อใด
 ก. สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากคนที่รู้จัก
 ข. สิ่งที่ได้ัีรับจากการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือจากรุ่นสู่รุ่น
 ค. สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษเพียงรุ่นเดียว
 ง. ความผิดปกติของร่างกาย
ข้อที่ 12. 
ข้อใดไม่เป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
 ก. สมชายมีต่างหูเหมือนพ่อ
 ข. สมศักดิ์มีผมหยิกเหมือนย่า
 ค. วินัยมีนิสัยก้าวร้าว
 ง. เอนกมีลักยิ้มเหมือนแม่
ข้อที่ 13.
โครโมโซมคืออะไร
 ก. สารพันธุกรรมในร่างกายของมนุษย์เป็นตัวกำหนดลัีกษณะต่างๆ
 ข. สารแอนติบอดี้ในร่างกายของมนุษย์
 ค. สารพิษชนิดหนึ่งที่มีโทษต่อร่างกายมนุษย์
 ง. สารแห่งความสุข
ข้อที่ 14
.
โครโมโซมมนุษย์มีกี่คู่
 ก. 30 คู่ 
 ข. 31 ค่
 ค. 32 คู่
 ง. 33 คู่
ข้อที่ 15.
 ยีน(Gene) คืออะไร
 ก. หน่วยที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม
 ข. หน่วยที่ควบคุมอาการของมนุษย์
 ค. หน่วยที่ควบคุมระบบต่างๆ ของร่างกายมนุษย์
 ง. หน่วยที่ช่วยยับยั้งเชื้อโรคในร่างกายมนุุษย์
ข้อที่ 16.
 มนุษย์มียีนโดยประมาณเท่าใด
 ก. 4,000 ยีน
 ข. 20,000 ยีน
 ค. 30,000 ยีน
 ง. 300,000 ยีน
ข้อที่ 17.
สารพันธุกรรม(DNA) ย่อมาจากอะไร
 ก. Deoxynucleic
 ข. Deoxynucleic acid
 ค. Deoxyribonucleic
 ง. Deoxyribonucleic acid
ข้อที่ 18.
ใครเป็นผู้ตั้งกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
 ก. ทอมัส แอนวา เอดิสัน
 ข. รัดเทอร์ฟอร์ด
 ค. เกรเกอร์ โยฮัน เมนเดล 
 ง. ลาวัวซิเอ
ข้อที่ 19. 
การกลาย(Mutation) แบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ
 ก. 1 ลักษณะ
 ข. 2 ลักษณะ
 ค. 3 ลักษณะ
 ง. 4 ลักษณะ
ข้อที่ 20. 
การกลายที่เซลล์ใดสามารถถ่ายทอดไปถึงรุ่นหลานได้
 ก. การกลายที่เซลล์สืบพันธุ์
 ข. การกลายที่เซลล์ร่างกาย
 ค. การกลายที่เซลล์ผิวหนัง
 ง. การกลายที่เซลล์ต่อมไร้ท่อ
ข้อที่ 21.
 อาการดาวน์เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ผิดพลาดทางโครโมโซมคู่ใด
 ก. คู่ที่ 20
 ข. คู่ที่ 21
 ค. คู่ที่ 22
 ง. คู่ที่ 23
ข้อที่ 22. 
โรคทางพันธุกรรมใดต่อไปนี้เป็นโรคที่เกิดจากความผิดพลาดของโครโมโซมเพศ
 ก. อาการดาวน์
 ข. อาการคริดูซ่าต์
 ค. อาการเทอร์เนอร์
 ง. ก และ ข ถูก
ข้อที่ 23.
 ข้อใดเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
 ก. โรคมะเร็ง
 ข. โรคโลหิตไหลไม่หยุด
 ค. โรคเซลล์เม็ดเลือดแดง รูปเคียว
 ง. ข และ ค ถูก
ข้อที่ 24. 
GMOs ย่อมาจากอะไร
 ก. Genetcally Modified Orgnisms
 ข. Genet Modified Orgnisms
 ค. Genetcally Miracle Orgnisms
 ง. Genet Miracle Orgnisms
ข้อที่ 25.
 เด็กหลอดแก้วคือการผสมแบบใด
 ก. การฉีดอสุจิเข้าไปในท่อรังไข่
 ข. การนำอสุจิและไข่ออกมาผสมนอกร่างกาย
 ค. การนำไข่และอสุจิเข้าไปผสมในร่างกาย
 ง. การยิงอสุจิเข้าไปในชั้นไซโทพลาซึมของไข่
ข้อที่ 26.
 ใครคือเด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก
 ก. เกรเกอร์ โยฮัน เมนเดล
 ข. โรเบิร์ต ฮุก
 ค. หลุยส์ ฟลาเรอร์
 ง. หลุยส์ บราวน์
ข้อที่ 27.
 สิ่งมีชีวิตใดถูกโคลนเป็นตัวแรกของโลก
 ก. ไก่
 ข. แกะดอลลี
 ค. โคแฟงกัส
 ง. สุกร

ข้อที่ 28.
 การแบ่งเซลล์แบบใดเป็นการแบ่งที่เซลล์เพศ
 ก. ไมโทซิส
 ข. ไมโอซิส
 ค. โอไมซิส
 ง. ฟาโกโทไมซิส
ข้อที่ 29
การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสมีกี่ระยะ
 ก. 4 ระยะ
 ข. 5 ระยะ
 ค. 6 ระยะ
 ง. 7 ระยะ
ข้อที่ 30
มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์ชนิดใด และมีบรรพบุรุษเป็นมนุษย์พวกใด
 ก. วิวัฒนาการจากลิง มีมนุษย์โฮโมแฮบิลิสเป็นบรรพบุรุษ
 ข. วิวัฒนาการจากลิง มีมนุษย์โฮโมซาเปียนเป็นบรรพบุรุษ
 ค. วิวัฒนาการจากสิงโต มีมนุษย์โฮโมแฮบิลิสเป็นบรรพบุรุษ
 ง. วิวัฒนาการจากสิงโต มีมนุษย์โฮโมซาเปียนเป็นบรรพบุรุษ




เฉลย
ข้อที่1.ง
ข้อที่2.ก
ข้อที่3. ก
ข้อที่4.ค
ข้อที่5.ง
ข้อที่6.ง
ข้อที่7.ง
ข้อที่8.ข
ข้อที่9.ค
ข้อที่10.ก
ข้อที่ 11. ข. 
ข้อที่ 12. ค.
ข้อที่ 13. ก. 
ข้อที่ 14. ค. 
ข้อที่ 15. ก. 
ข้อที่ 16. ค. 
ข้อที่ 17. ง. 
ข้อที่ 18. ค.
ข้อที่ 19. ข. 
ข้อที่ 20. ก. 
ข้อที่ 21. ข. 
ข้อที่ 22. ค.
ข้อที่ 23. ง. 
ข้อที่ 24. ก.
ข้อที่ 25. ข. 
ข้อที่ 26. ง. 
ข้อที่ 27. ข.
ข้อที่ 28. ข.
ข้อที่ 29. ข.
ข้อที่ 30. ก. 

ข้อสอบบทที่2

ข้อสอบบทที่2
1.ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการสืบพันธุ์
                ก. การเพิ่มจำนวนประชากร                    ข. กระบวนการผลิตสิ่งมีชีวิต
                ค.การที่ไดโนเสาร์เกิดการสูญพันธุ์         ง. การให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่เหมือนกับบรรพบุรุษ
      
           2.ข้อใดเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
                     ก. Budding                   ข. Regeneration      
                ค. Fargmentation        ง. Parthenogenesis
 
            3.สัตว์ประเภทใดที่ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ
                 ก. ผึ้ง  ปลวก            ข.สุนัข แมว             ค. ปลา กบ              ง. เต่า งู
 
            4.หลอดเก็บอสุจิมีหน้าที่ต่างๆยกเว้นข้อใด
                   ก. เก็บอสุจิ                      ข. เสริมสร้างอาหารให้อสุจิ
                   ค. ทำให้อสุจิแข็งแรง       ง. เพิ่มความเป็นกรดให้แก่อสุจิ
 
             5.อัณฑะมีอุณหภูมิต่างจากอุณหภูมิร่างกายกี่องศาเซลเซียส
                    ก. 2          ข. 3          ค. 4          ง. 5
 
            6.เมื่อมีการไมโอซีลสเปอร์มาโทโกเนียมแล้วได้สเปอร์มาทิดจำนวนกี่เซลล์
                    ก. 4          ข. 8          ค. 46        ง. 23
          
             7.เซลล์เริ่มต้นของกระบวนการสร้างเซลล์ในทารกในครรภ์คืออะไร
                   ก. oogonium                    ข. follicular cell
                   ค. primary oocyte          ง. follicle
      
             8.คอร์ปัสลูเทียมมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนอะไร
                   ก. LP                    ข. rogesterone         ค. FSH           ง. Estogen
 
               9.หลังจากมีประเดือนกี่วันที่ไข่จะได้รับการปฏิสนธิ
                    ก. 10 วัน                 ข.12 วัน                  ค.14 วัน                  ง.16 วัน
        
             10.โดยปกติแล้วผู้หญิงจะสร้างเซลล์ไข่ได้ครั้งละกี่เซลล์
                    ก. 1 เซลล์               ข.2 เซลล์                ค.3เซลล์                 ง.4 เซลล์
          
              11.ข้อใดไม่ใช่กระบวนการที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต
                    ก. การแบ่งเซลล์     ข. การเติบโต          ค. มอร์โฟเจเนซิล    ง. ไซโกต
 
              12.วิธีที่นิยมมากที่สุดในการวัดการเจริญเติบโตคือข้อใด
                    ก. การคาดคะเน     ข. การวัดมวล         ค. การวัดส่วนสูง    ง. การคาดเดาด้วยสายตา
           
              13.การเจริญเติบโตจะเริ่มหลังจากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น
                     ก. ไซโกต               ข. ไข่ตก                 ค. การสร้างอสุจิ           ง. หลังการคลอด
          
              14.สิ่งมีชีวิตจำพวกใดที่มีจำนวนไข่แดงมากที่สุด             
                     ก. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม                  ข. สัตว์จำพวกเม่นทะเล ดาวทะเล      
                     ค.สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ                      ง. สัตว์เลื้อยคลาน
 
              15.สิ่งใดเป็นอุปสรรคในการแบ่งเซลล์
                          ก. น้ำอสุจิ                 ข. สเปิร์ม                ค. follicle               ง.ไข่แดง
              16. การคลีเวจเป็นกระบวนการอะไร
        ก.  สร้างอสุจิ                      ข. การแบ่งเซลล์ของไซโกต  
        ค. การสร้างเนื้อเยื่อ            ง.การสร้างอวัยวะ
 
 
  17.กระบวนการใดเป็นกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อเอ็มบริโอ
          ก. คลีเวจ                 ข. บลาสทูเลชัน      ค. แกสทรูเลชัน       ง. ออร์แกโนเจเนซีล
 
 
   18.เพราะเหตุใดไก่จึงต้องมีถุงน้ำคร่ำ
          ก. เพื่อแลกเปลี่ยนแก็ส                        ข. เพื่อสร้างอาหาร                
          ค. เพื่อป้องกันการกระทบกระแทก        ง. ถูกทุกข้อ
 
 
   19.สมอง ไขสันหลัง เจริญมาจากเนื้อเยื่อชนิดใด
           ก .เอกโทเดิร์ม         ข. เมโซเดิร์ม            ค.โ นโทคอร์ด          ง. เอนโดเดิร์ม        
 
 
  20.ทารกจะอยู่ในครรภ์มารดากี่วัน    
           ก . 250           ข. 260          ค. 270        ง. 280
 
 
 
 
เฉลย
 
1.      ค. เพราะการสืบพันธุ์ คือ กระบวนการในการผลิตสิ่งมีชีวิตเพื่อเพิ่มจำนวนหรือให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่ที่
          เหมือนกับตัวเองหรือบรรพบุรุษ
2.      ง. เพราะการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ  ได้แก่ 1.Budding   2.Regeneration   3.Fragmentation
3.   ก. เพราะมด ผึ่ง ปลวก ต่อ แตน มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศแบบ Parthenogenesis คือ เป็นการสร้างสิ่งมี
          ชีวิตใหม่โดยเซลล์ไข่ของเพศเมียจะไม่ได้รับการปฏิสนธิ
4.   ง .เพราะหลอดเก็บอสุจิมีหน้า คือ เก็บอสุจิ ทำให้อสุจิแข็งแรง และสร้างอาหารให้แก่อสุจิ
5.   ข. เพราะอัณฑะมีอุณหภูมิ 34 องศาเซลเซียส
6.   ก. หลังจากมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซีลII แล้วจะเพิ่มจำนวนของสเปอร์มาโทไซต์จาก 2 เป็น 4 เซลล์จึงทำให้
          มีสเปอร์มาทิด 4 เซลล์
7.   ก. เซลล์เริ่มต้นของเวลล์ไข่คือ oogonium ซึ่งเริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์
8.   ค. คอร์ปัสลูเทียม มีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมน Progesterone เพื่อไปทำหน้าที่ต่างๆ เช่น ทำให้มดลูกหนาตัว
          ขึ้น
9.   ค. เพราะหลังจากมีการตกไข่ 14 วันนับจากวันแรกของการมีประจำเดือน ไข่จะได้รับการปฏิสนธิ
10. ก. เพราะโดยปกติทั่วไปแล้วผู้หญิงจะมีการตกไข่เดือนละ 1 เซลล์เท่านั้น
11. ง. เพราะ ไซโกต คือ กระบวนการที่ไข่จะมีการปฏิสนธิกับอสุจิ
12. ข.เพราะโดยทั่วไปแล้วการวัดการเจริญเติบโตมีหลายวิธี เช่น วัดความสูง วัดมวล แต่ที่นิยมมากที่สุดคือการวัด
          มวล
13. ก. เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีการเจริญเติบโตตั้งแต่มีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิ
14. ง. เพราะสัตว์ที่มีไข่แดงจำนวนมากที่สุด ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลาน (Reptile)  สัตว์ปีก (Aves)  ปลา (Fish)
15. ง. ไข่แดง(Yolk) เป็นอุปสรรคอย่างมากในการแบ่งเซลล์ หากมีไข่แดงจำนวนมากก็จะทำให้มีการแบ่งเซลล์ช้า
16. ข. เพราะกระบวนการคลีเวจ คือ กระบวนการที่ไซโกตมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีลอย่างรวดเร็ว ทำให้ได้
          เอ็มบริโอจำนวนเพิ่มขึ้น
17. ค. เพราะกระบวนการแก๊สทรูเลชัน เป็นกระบวนการที่เซลล์มีการเคลื่อนที่และจัดเรียงตัวเป็นเนื้อเยื่อเอ็มบริโอ
18. ค. เพราะถุงน้ำคร่ำ มีของเหลวบรรจุอยู่เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการกระทบกระแทกและป้องกันไม่ให้เอ็มบิโอแห้ง
19. ก. เอกโทเดิร์มจะเจริญเป็นเยื่อบุผิว เยื่อบุผิวของโพรงจมูก เยื่อบุผิวที่ทำหน้าที่รับกลิ่น ระบบประสาท เช่น
          สมอง  ไขสันหลัง ต่อมบางชนิด เลนส์ตา สารเคลือบฟัน และเนื้อฟัน
20. ง. เพราะหลังจากแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาน 280 วัน ซึ่งนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายก็จะถึง
          ระยะครบกำหนดคลอด



 

ข้อสอบบทที่1

ข้อสอบบทที่1
ข้อที่ 1) ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
ก. ไม่อาศัยเซลสืบพันธุ์ของตัวผู้และตัวเมีย
ข. ต้องอาศัยตัวกลางในการสืบพันธุ์
ค. เป็นลักษณะการสืบพันธุ์ในสัตว์ชั้นต่ำ
ง. สามารถเพิ่มจำนวนได้ด้วยตนเอง


ข้อที่ 2) ข้อใดคือวิธีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
ก. การแบ่งเซลล์ การงอกใหม่ การแตกตัว
ข. การแตกหน่อ การแบ่งตัวเป็นสองส่วน การงอกใหม่
ค. การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ การงอกใหม่ การแตกหน่อ
ง. การแบ่งเซลล์ การงอกใหม่ การแตกหน่อ


ข้อที่ 3) ข้อใด มีสัตว์ที่ไม่เข้าพวก
ก. อะมีบา พารามีเซียม พลานาเรีย
ข. พลานาเรีย ไส้เดือนดิน พยาธิตัีวตืด
ค. ไฮดรา ปะการัง ฟองน้ำ
ง. พารามีเซียม อะมีบา ยูกลีนา


ข้อที่ 4) จากภาพเป็นสัตว์ชื่ออะไร มีการสืบพันธุ์แบบใด
ก. อะมีบา สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแบ่งเซลล์
ข. อะมีบา สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการงอกใหม่
ค. ยูกลีนา สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแบ่งเซลล์
ง. พารามีเซียม สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยแตกหน่อ


ข้อที่ 5) ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับไฮดรา
ก. อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทั่วไป เป็นสัตว์เซลเดียว
ข. มีต่อมพิษที่หนวด ใช้เป็นอาวุธในการจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร
ค. ในภาวะที่สิ่งแวดล้อมไม่สมบูรณ์จะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
ง. ในภาวะที่สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์จะสืบพันธุ์แบบแตกหน่อ


วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) 

            เป็นการสืบพันธุ์ที่ไม่ต้องอาศัยเซลล์สืบพันธุ์ (sex cell) เป็นการสืบพันธุ์ที่สร้างหน่วยใหม่ขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตเดิม อาจเกิดได้โดยการจำลองตัวเองของหน่วยพันธุกรรม การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโตซีส หรือการแบ่งเซลล์แบบ mitotic cell division หน่วยใหม่ที่เกิดขึ้นมาจะมีลักษณะเหมือนตัวแม่ทุกประการ การสืบพันธุ์แบบนี้พบตั้งแต่สิ่งที่มีชีวิตที่ยังไม่เป็นเซลล์ พวกเซลล์เดียว และพวกหลายเซลล์ไปจนถึงพืชชั้นสูงเป็นการสืบพันธุ์ที่ง่ายที่สุด พบในสัตว์ชั้นต่ำที่ไม่มีระบบสืบพันธุ์หรือมีแต่ยังไม่เจริญดี ทำได้โดยการแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 ได้สิ่งมีชีวิตตัวใหม่ที่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ แต่ถ้าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ ก็จะทำให้ตายและสูญพันธุ์ในที่สุด 


 
     ขั้นตอนการสืบพันธุ์



  

       1. การแตกหน่อ (Budding)

   เป็นการสืบพันธุ์ของสัตว์ชั้นต่ำ โดยเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีการสร้างเนื้อเยื่อข้างลำตัวงอกออกมา แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวเล็ก ๆ ที่มีอวัยวะต่าง ๆ เหมือนตัวแม่ หลังจากติดอยู่กับตัวแม่ระยะหนึ่งก็จะหลุดออกมาไปอยู่อิสระตามลำพัง สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์ลักษณะนี้ได้แก่ ไฮดรา หนอนตัวแบน ฟองน้ำ ปะการัง และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (พวกโพรติสต์) เช่น ยีสต์ ไฮดราฟองน้ำ
ในพืชชั้นสูงก็มีพวก ขิง ข่า กล้วย หน่อไม้ เป็นต้น
   -โพรติสต์ หมายถึง สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ที่ไม่อาจจัดเป็นพืชหรือสัตว์ได้อย่างชัดเจน เช่น เห็ด รา ยีสต์ โปรโตซัว ไวรัส สาหร่ายสีเขียว สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นต้น

   -ไฮดรา (Hydra) เป็นสัตว์ชั้นต่ำประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลำตัวคล้ายเส้นด้าย มีขนาดประมาณ 0.5 - 1 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 0.5 - 1 เซนติเมตร มีหนวดเป็นเส้นยาว 4 - 12 เส้นลำตัวสีขาวขุ่น แต่บางชนิดมีสีเขียว ซึ่งเกิดจากสาหร่ายสีเขียวที่อาศัยอยู่ในตัวไฮดรา จึงทำให้สามารถสังเคราะห์แสงได้ อาหารของไฮดรา คือ ไรน้ำและตัวอ่อนของแมลงในน้ำ ไฮดราสามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศ ดังนี้

      การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของไฮดรา
      เมื่อไฮดราเจริญเติบโตเต็มวัย จะมีการสร้างเนื้อเยื่อข้างลำตัวงอกออกมา แล้วเจริญเติบโตเป็นไฮดราตัวเล็ก ๆ หลังจากนั้นก็จะหลุดออกไปอยู่ตามลำพังได้เอง การสืบพันธุ์แบบนี้ เรียกว่า การแตกหน่อ (Budding)

     การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของไฮดรา 
     ไฮดรามีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ แต่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่อาหารไม่สมบูรณ์ ไฮดราจะมี 2 เพศอยู่ในตัวเดียวกัน โดยมีรังไข่อยู่ข้างลำตัว ลักษณะเป็นปุ่มใหญ่เหนือรังไข่บริเวณใกล้ ๆ หนวด (Tentacle) จะมีอัณฑะเป็นปุ่มเล็ก ๆ รังไข่จะผลิตเซลล์ไข่ และอัณฑะจะผลิตเซลล์อสุจิ โดยปกติไข่และตัวอสุจิจะเติบโตไม่พร้อมกัน จึงต้องผสมกับตัวอื่น ตัวอสุจิจากไฮดราตัวหนึ่งจะว่ายน้ำไปผสมกับไข่ที่สุกในรังไข่ของไฮดราตัวอื่นไข่ที่ผสมแล้วจะเป็นไซโกตซึ่งจะเจริญเติบโตอยู่กับตัวแม่ระยะหนึ่งจึงจะหลุดออกไปจากตัวแม่ แล้วเจริญเป็นไฮดราตัวใหม่ต่อไป

     2. การแบ่ง ตัวออกเป็นสอง (Binary Fission) 
    เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (พวกโพรติสต์) ได้แก่ อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา และแบคทีเรีย การสืบพันธุ์วิธีนี้เกิดขึ้นโดยการแบ่งตัวจาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์ โดยนิวเคลียสของเซลล์จะแบ่งตัวก่อน แล้วไซโทพลาซึมจะแบ่งตามได้เป็นตัวใหม่ 2 ตัว ซึ่งแต่ละตัวจะมีลักษณะเหมือนตัวเดิมทุกประการ
เช่น - การแบ่งตัวของอะมีบา

     3. พาร์ธีโนเจเนซิส (Parthenogenesis) 
     เป็นการสืบพันธุ์ไม่อาศัยเพศของแมลงบางชนิด เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ เพลี้ย ไรน้ำซึ่งตัวเมียสามารถผลิตไข่ที่ฟักเป็นตัวได้โดยไม่ต้องมีการปฏิสนธิในสภาวะปกติไข่ของสัตว์ดังกล่าวจะฟักออกมาเป็นตัวเมียเสมอ แต่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต เช่น เกิดความแห้งแล้งหนาวเย็น หรือขาดแคลนอาหาร ตัวเมียก็จะผลิตไข่ที่ฟักออกเป็นทั้งตัวผู้และตัวเมีย จากนั้นสัตว์ตัวผู้และตัวเมียเหล่านี้จะผสมพันธุ์กันแล้วตัวเมียจะออกไข่ที่มีความคงทนต่อสภาวะที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวได้ ในผึ้ง มด ต่อ แตน ก็พบว่ามีการสืบพันธุ์แบบพาร์ธีโนเจเนซิสด้วยเช่นกัน โดยไข่ไม่ต้องมีการปฏิสนธิก็สามารถฟักออกมาเป็นตัวได้ ซึ่งจะฟักออกมาเป็นตัวผู้เสมอ

       4 . การงอกใหม่ (Regeneration) 
   พบในสัตว์ชั้นต่ำ ได้แก่ ปลาดาว พลานาเรีย ไส้เดือนดิน ปลิง ซีแอนนีโมนี การงอกใหม่เป็นการสร้างส่วนของร่างกายที่ขาดหายไป โดยสัตว์เหล่านี้ถ้าร่างกายถูกตัดออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะสามารถงอกเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ได้ ดังนั้นการงอกใหม่นี้จึงทำให้มีจำนวนสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นจากจำนวนเดิม

       5. การสร้างสปอร์ (Spore Formation) 
     เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการแบ่งนิวเคลียสหลาย ๆ ครั้ง ต่อจากนั้นไซโทพลาซึมจะแบ่งตาม แล้วจะมีการสร้างเยื่อกั้นเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีนิวเคลียส 1 อัน เรียกว่า สปอร์ (Spore) สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์แบบนี้ ได้แก่ พลาสโมเดียม ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดโรคไข้มาลาเรีย

       6. การขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation)
     เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอีกแบบหนึ่งของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะพวกที่มีเซลล์ต่อกันเป็นเส้นสายโดยการหักเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนที่หลุดไปก็จะแบ่งตัวแบบ Mitotic cell division ได้เซลล์ใหม่ที่ต่อกันเป็นเส้นสายเจริญต่อไป เช่น พวกหนอนตัวแบน สาหร่ายทะเล

    

     การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของปะการังแข็ง (Asexual reproduction)
    การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของปะการังมีหลายรูปแบบ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด ในแนวปะการังการสืบพันธุ์แบบนี้จะเป็นการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว การสืบพันธุ์ในรูปแบบนี้ จะมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนเดิม ดังนั้นความสามารถในการปรับตัวเพื่อทนทานต่อสภาพแวดล้อม ที่รุนแรงจึงมีน้อย ลักษณะที่เป็น homogenous genotype ทำให้ประชากรแต่ละตัวจะมี fitness ต่ำ ดังนั้น ความสามารถในการอยู่รอดการปรับตัวจึงต่ำ นอกจากนั้นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง อย่างไรก็ตามในแนวปะการังส่วนมากจะพบการสืบพันธุ์ ในรูปแบบนี้เป็นหลัก โดยแบ่งออกเป็น

      1.Flagmentation 
   โดยการแตกหักออกจากโคโลนีใหญ่ ปะการังจะสร้างเนื้อเยื่อใหม่อย่างรวดเร็ว ขึ้นมาแทนที่ ในบางพื้นที่ที่มีตะกอนมาก โอกาสในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ก็จะลดลงไปด้วย การแตกหักที่เกิดขึ้น มักจะเกิดขึ้นกับปะการังที่มีรูปร่างแบบกิ่งก้านมากกว่าแบบก้อน

      2.Budding 
เป็นการแบ่งตัวออกภายในโคโลนีแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ
Intratentacular budding เป็นการแยกตัวโพลิปใหม่ออกจากโพลิปเดิม โดยเกิดเป็น 2 หรือ 3 โพลิปใหม่ แต่ไม่มีผนังของตนเองอย่างสมบูรณ์
Extratentacular budding เป็นการแบ่งตัวที่เกิดขึ้นภายนอกโพลิปเดิมทำให้โพลิปใหม่ มีผนังของตัวเองชัดเจน

      3.Polyp bail-out
   ปะการังจะมีการปล่อยโพลิปออกมาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะ หรือมีความเครียด เกิดขึ้น ซึ่งการสืบพันธุ์ในรูปแบบนี้จะมีน้อยชนิด
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยวิธีการแตกหน่อขยายออกไปจากตัวเดิม ทำให้ก้อนปะการัง มีขนาดใหญ่ขึ้นและลงเกาะทับถมกันเป็นเวลานานนับร้อย ๆ ปี เป็นแนวหินปูนใต้น้ำเรียกว่า " แนวปะการัง" การเจริญเติบโต ปะการังบางชนิดมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10 ซม. ต่อปี ส่วนปะการังก้อน มีการเจริญเติบโตเฉลี่ย 1-2 ซม. ต่อปี ปะการังจะเติบโตได้ดีในน้ำทะเลที่ใสสะอาด ความเค็มคงที่ มีแสงสว่างส่องถึงระดับอุณหภูมิที่ 18-32 องศาเซลเซียส หากระบบนิเวศน์เสื่อมโทรมแนวปะการัง จะถูกทำลายกว่าจะฟื้นตัวได้ต้องใช้เวลานานหลายสิบปี